Travel ล่าสุด ในประเทศ

เที่ยวนครศรีธรรมราช ตอนที่ 1 เที่ยวในเมือง ชมเรื่องราวของ หนังตะลุง

Rating Chart

3 average based on 1 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    1
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

นครศรีธรรมราช เป็นหนึ่งที่มีความสำคัญในภาคใต้ของเรามาแต่โบราณ สำหรับผมนั้น เคยมีโอกาสไปเที่ยว นครศรีธรรมราช ในช่วงสงกรานต์พอดี ก็เลย อยากหยิบ เอาจังหวัดนี้ มาเล่าสู่กันฟังครับ

เราเดินทางกันด้วย นกแอร์ไฟล์ตเช้าสุดเลยครับ เรียกว่า ต้องออกจากบ้านกัน ตีสี่ เลยทีเดียว เพราะ เดินทาง วันแรก ของสงกรานต์เลย ทางไป ดอนเมืองรถติดมากๆ

ใช้เวลาเดินทาง ชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึง นครศรีธรรมราช กรุ๊ปเรา เลือกที่จะแวะเติมพลังในการเที่ยว ไว้ที่ร้าน โกปี้ ร้านเก่าแก่ ของเมืองนคร แห่งนี้

สั่งติ่มซำและบักกุ๊ดเต๋มากิน อิ่มหนำกันไป ก่อนออกเดินทาง ไปยัง จุดหมายแรก ของวันนี้

จุดหมายแรกของเราอยู่ที่ อ.ปากพนังครับ  สถานที่แรกที่มาแวะชมกัน ที่นี่คือ “พระตำหนักประทับแรม” ครับ

พระตำหนักประทับแรม อำเภอปากพนัง เป็นพระตำหนักที่ประชาชนร่วมใจกันสร้างถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งโครงการนี้เป็นที่รู้จักในนาม “สร้างบ้านให้พ่อ” ริเริ่มโครงการโดย มูลนิธิรักษ์แผ่นดินเกิดลุ่มน้ำปากพนัง และได้มีการสานต่องานเรื่อยมาจากหน่วยงานหลายฝ่ายจนปัจจุบันได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

สามารถมาแวะชมกันได้ครับ ด้านในจัดแสดง เครื่องใช้ หรือ ภาพถ่ายเก่าๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัติย์ ด้วยครับ

ออกจากพระตำหนักไม่ไกลนัก ก็จะมาถึง  “ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เป็นการสร้างเพื่อป้องกันน้ำเค็มรุกเข้ามาสู่แหล่งน้ำจืด ทำให้พื้นที่การเกษตร เสียหายได้

ก่อนจะเข้าตัวเมือง ปากพนัง จะพบเห็นได้มากมาย ที่นี่ คือ คอนโดนกนางแอ่นครับ มีเยอะมาก ตอนแรกนึกว่าบ้านคน

เรามีนัดทานข้าวเที่ยง ที่ ตัวเมืองปากพนัง แต่ ก่อนทานข้าว ไปแวะเดินตลาดโบราณ 100 ปี ของ อ.ปากพนังกันก่อนครับ

ตลาดนี้ ส่วนใหญ่ จะขายอาหารทะเล แบบสดๆ เพราะ เรือ ที่ออกไปหาปลา จะนำปลามาขึ้นท่าที่นี่

หรือใครจะซื้อจำพวกปลาแห้ง กุ้งแห้ง ก็พอมีให้เลือกซื้อกันได้ ครับ

ออกจากปากพนัง เราก็เดินทางมายัง  วิทยาลัยศิลปหัตถกรรม นครศรีธรรมราช เพื่อเข้าเยี่ยมชม ศูนย์ส่งเสริมอนุรักษ์เครื่องถม

ที่ วิทยาลัย จะมี น้องๆนักศึกษาที่สนใจ ด้านเครื่องถม มาผลิตงานฝีมือ ที่สวยงามออกสู่ท้องตลาดครับ

กว่าจะได้มาแต่ละชิ้น ใช้เวลาทำ เป้นเดือนๆ ผมไม่แปลกใจ เลย ที่สินค้าแต่ละชิ้น จะราคา ค่อนข้างสูง

ช่วงบ่ายๆ เย็น เราเดินทางไปยัง “วัดมหาธาตุ วรมหาวิหาร” เพื่อกราบไหว้พระธาตุกันครับ เด๋วจะหาว่ามา ไม่ถึง นครศรีธรรมราช

ก่อนจะกลับไป อาบน้ำ พักผ่อน กันใน โรงแรม หลังจากเผชิญพายุฝนเข้าไป

ช่วงเย็น เราเดินทางไปยัง ร้านอาหาร ที่“ชายเล ซีฟู๊ด”  ขอบอกว่า อาหารอร่อยมาก คนก้เยอะมากด้วยครับ

บรรยากาศก็ดีมากๆ เลยครับ

ก่อนจะนอนกลับไปเก็บภาพพระธาตุอีกครั้ง เพราะ เมื่อกลางวัน คนเยอะมาก โดยตั้งใจ ว่า จะตื่นเช้ามาเก็บแสงทไวไลท์ให้ได้

แต่ปรากฏว่า เช้ามืด วันนั้น ฝนเทลงมาแบบว่าหนักมาก เลย นอนต่อดีกว่า

ช่วงสายๆ อากาศดีๆ ฝนหยุดแล้ว ผมจึงออกมาเก็บ บรรยากาศ ที่พระธาตุ อีกครั้งครับ

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเดิมเรียกว่าวัดพระบรมธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร และมีอายุการก่อสร้างเก่าแก่ โดยมีความสำคัญทางศาสนามาแต่โบราณ อีกทั้งมีโบราณสถานที่สำคัญของประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีและศาสนา

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ ที่ชาวนครเรียกว่าวัดพระธาตุ โบราณสถานสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็น มิ่งขวัญชาวเมืองนครศรีธรรมราชตลอดจนพุทธศานิกชน ทั้งหลาย สัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่รู้จัก กันแพร่หลายก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เนื่องจากเป็นที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศจดทะเบียนวัดพระมหาธาตุเป็นโบราณสถาน นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้

พระบรมธาตุเจดีย์เป็นเจดีย์สถาปัตยกรรมแบบล้านนา มีจุดเด่นที่ยอดเจดีย์ ซึ่งหุ้มด้วยทองคำแท้ จากความเชื่อ เล่าสืบตอบกันมาว่าองค์พระธาตุประกอบด้วยทองรูปพรรณและของมีค่ามากมายจรดปลายเจดีย์ ซึ่งสิ่งของมีค่า เหล่านี้พุทธศสานิกชนนำมาถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้ตนได้พบกับนิพพาน จากคำขวัญประจำ จังหวัดเมืองประวัติศาสตร์ พระธาตุทองคำ ชื่นฉ่ำธรรมชาติ แร่ธาตุอุดม เครื่องถมสามกษัตริย์ มากวัดมากศิลป์ ครบสิ้นกุ้งปข้อความว่า พระธาตุทองคำ จึงหมายถึง ยอดเจดีย์ทองของพระบรมธาตุนั่นเอง และหากใครต้องการ ชมยอดพระธาตสีทองเหลืองอร่ามอย่างใกล้ชิด มีบริการกล้องส่องทางไกลให้ใช้บริการสนนราคาแล้ว แต่ตกลง กันว่าจะชื่นชมความงดงามนั้นนานเพียงใด

ด้วยความมีชื่อเสียงและศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมธาตุเจดีย์ ดึงดูดให้ผู้คน จากทั่วสารทิศแวะมากราบไหว้ขอพรคู่ไปกับพิธีปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง คือ การนำผ้าขึ้นธาตุ ตามตำนานเชื่อว่า หากใครได้นำผ้าขึ้นธาตุ และบนขอพรใน เรื่องใด จะขอให้หายเจ็บหายไข้ ขอให้ได้ลูก ขอเรื่องการงานการเรียน สิ่งนั้นก็จะเป็นจริงดังหวัง มีเรื่องเล่าว่า มีชายคน หนึ่งประสบอุบัติเหตุเดินไม่ได้ รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย สุดท้ายพ่อแม่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงมาบนและนำผ้าขึ้นธาตุที่ พระบรมธาตุ ขอให้ลูกชายหายจากอาการป่วยและหากหายจะให้มาบวชที่วัดพระธาตุ ในไม่ช้าชายหนุ่มคนดังกล่าว ก็หายวันหายคืน จนกลับมาเดินได้เป็นปกติในทุกปีช่วงวันมาฆและวันวิสาขบูชา จะจัดงานแห่ผ้าขึ้นธาตุซึ่งถือเป็น งาน บุญประจำปีที่มีผู้คนจากทั่วสารทิศมาร่วมสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่นี้

ความ มหัศจรรย์อย่างหนึ่งของ องค์พระบรมธาตุ คือ องค์พระธาตุจะไม่มีเงาทอดลงพื้นไม่ว่าแสงอาทิตย์จะส่องกระทบไปทางใด ซึ่งยังไม่มี ใครหาคำตอบ ได้ว่าเป็นเพราะอะไร จากความมหัศจรรย์นี้ ท.ท.ท. จึงให้เจดีย์นี้เป็น ๑ ใน unseen Thailand ของเมืองไทย นอกจากพระบรมธาตุเแล้วเจดีย์องค์เล็กที่รายล้อมรอบองค์พระธาตุมากมายเป็นสิงที่แปลกตาแก่นักท่องเที่ยว ที่ได้พบเห็น เจดีย์นี้เรียกว่า องค์เจดีย์บริวาร ซึ่งมีทั้งหมด ๑๔๙ องค์เจดีย์บริวาร คือ เจดีย์ที่ลูกหลานบรรพบุรุษได้สร้างไว้สืบต่อกัน มาเรื่อยๆเพื่อบรรจุอัฐิของญาติผู้ล่วงลับไปแล้วโดยอธิษฐานว่าขอให้ญาติของตนได้มาเกิด ในศาสนา ของพระพุทธองค์อีกครั้งในภพหน้า นอกจากความหัศจรรย์ของพระธาตุไร้เงาแล้ว เจดีย์บริวารที่ เรียงราย ล้อมรอบองค์พระบรมธาตุเป็นสิ่งมหัศจรรย์ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นจากที่ใดเช่นกัน

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเดิมเรียกว่า วัดพระบรมธาตุเป็นวัดใหญ่ ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงเมืองโบราณ ค่อนมาทางทิศใต้ เนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๒ งาน มีถนนราชดำเนินตัดผ่านหน้าวัด เข้าใจว่าเดิมคงเป็นถนนโบราณ ประวัติ การสร้างวัดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดนอกจากประวัติจากตำนานที่กล่าวถึงการก่อสร้างพระมหาธาตุ ซึ่งเป็น เอกสารที่เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าภายหลังเหตุการณ์จริงเป็นเวลายาวนานมาก หลักฐานทางเอกสาร ที่ชัดเจน ปรากฏขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่าวัดนี้เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาพระเจ้า บรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ อุปราชปักษ์ใต้ทรงพระสงฆ์จากวัดเพชรจริก มาดูแล รักษาวัด และคราวที่รัชกาลที่ ๖ เสด็จประพาสเมืองนคร ได้โปรดพระราชทานนามวัดว่า วัดพระมหาธาตุวรมหา วิหาร

ข้อมูลจาก http://www.ilovethaiculture.com

ออกจากวัดพระธาตุ เราแวะไปยัง  “พิพิธภัณฑ์เมือง นครศรีธรรมราช”  ที่นี่จะรวบรวม เรื่องราว ประวัติความเป็นมา ต่างๆ ของ นครศรีธรรมราช และยังเป็น พิพิธภัณฑ์ ที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับประเทศซะด้วย

มีจตุคาม หลากหลายรุ่นจัดแสดง ที่นี่

อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ ที่สามารถแวะไปเที่ยวชมได้คือ “พิพิธภัณฑ์หาดทรายแก้ว” ตั้งอยู่ที่ อ.ท่าศาลา ซึ่งภายในจะมีจัดแสดงของโบราณต่างๆมากมาย ซึ่งทางเจ้าของ “ผู้ใหญ่เยิ้ม” ได้สะสมไว้นาน และหนึ่งในจำนวนของโบราณนี้ที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ลูกปัดโบราณครับ สร้อยลูกปัดโบราณ นับพันเส้น ที่ห้อยอยู่เต็มบ้าน ของ ผู้ใหญ่เยิ้ม เป็น ลูกปัดที่มีมูลค่า มหาศาล ตามที่แกกล่าวไว้ หากใครอยากได้ ติดต่อไปที่แกได้ครับ แกมีลูกปัดสุริยะเทพ ด้วยนะครับ

ช่วงบ่ายเราแวะไปยัง พิพิธภันฑ์ศิลปินแห่งชาติ และ โรงแสดงหนังตะลุง อ.สุชาติครับ

 

บ้านหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน อยู่ที่บ้านเลขที่ 10/18 ถนนศรีธรรมโศก 3 โดย ลุงสุชาติ ทรัพย์สิน เป็นศิลปินหนังตะลุงและช่างทำ รูปหนังตะลุงฝีมือดีเยี่ยมของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ริเริ่มและสืบทอดวัฒนธรรมการทำตัวหนังตะลุง รวมไปถึงการเชิดหนังตะลุงจน ที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ทั้งยังทำนุบำรุงความเป็น ไทยคงใช้เครื่องดนตรีไทยที่เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมของ ชาติไทย โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินท้องถิ่นผู้ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (ไทยแลนด์ทัวริสซึ่มอวอร์ด) ประจำปี 2539 รางวัลดีเด่นประเภท วัฒนธรรมและโบราณสถาน บ้านหนังตะลุงสุชาติเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายตัวหนังตะลุงและ หนังใหญ่ อีกทั้งยัง มีการแสดงในลักษณะสาธิตในบริเวณบ้านหนังตะลุง นอกจากนี้ยังได้แบ่งพื้นที่เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดง เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน และพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงนานาชาติ

 พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง
เป็นอาคารขนาดใหญ่สองชั้น จัดแสดงตัวหนังตะลุงในอาคาร มีทั้งเทวดายักษ์เจ้าเมืองตัวพระตัวนางผีรวมไปถึงตัวเอียดซึ่งเป็น ตัวตลกหญิง นอกจากนี้ยังมีตัวหนังจากแหล่งต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศในแต่ละ ยุคสมัย เช่น ตัวหนังในช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 ตัวหนังของภาคกลาง ตัวหนังมุสลิม (วายังดูเละ) ตัวหนัง ประโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) ตัวหนังนานาชาติ เช่น อินเดีย อินโดจีน ตุรกี อีกทั้งยังมีตัวหนังตลกอายุ 50-100 ปี อย่างหนูนุ้ยเท่ง แก้ว สะหม้อ สายนุ้ย หลังขวัญเมือง เป็นต้น และยังมีการจัด แสดงเครื่องดนตรีที่ ใช้ในการเชิดหนังตะลุงอีกด้วย

หนังตะลุง คือ การแสดงประเภทหุ่นเงาที่เป็นที่นิยมอย่างมากในจังหวัดทางตอนใต้ของประเทศไทย สัญนิษฐานว่าการเล่นหนังตะลุงไทยน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากหุ่นเงาแถบมลายู อย่างประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย เมื่อพิจารณารากเหง้าของหนังตะลุงหลายคนอาจจะคิดเชื่อมโยงถึงหนังใหญ่ของทั้งกัมพูชาและไทยภาคกลาง ทั้งนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการเล่นหุ่นเงาประเภทใดมีอายุขัยมากกว่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป ศิลปะการแสดงประจำถิ่นที่เคยให้ความบันเทิงที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างและราคาไม่แพง อย่าง “หนังตะลุง” ได้กลายเป็นความบันเทิงที่ต้องจัดหามาในราคาที่ “แพงและยุ่งยากวุ่นวายกว่า” เมื่อเทียบกับภาพยนตร์ในปัจจุบัน เพราะหนังตะลุงต้องใช้ทั้งคนและฝีมือ และเมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่แทบทุกบ้านมีอินเตอร์เน็ตใช้ มีโทรทัศน์ให้ดู  ดังนั้นละครโทรทัศน์จึงเป็นความบันเทิงที่มาแย่งความสนใจจากศิลปะพื้นบ้านอย่างหนังตะลุงไปเสียเกือบหมด แต่ อาจารย์วาที ทรัพย์สิน ผู้สืบทอดหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเป็นสะพานสานต่อถ่ายทอดเรื่องราวหนังตะลุง หลังจากที่ อ.สุชาติ ได้เสียชีวิตไป ไม่นาน

“ก่อนหน้านี้คุณพ่อ(อ.สุชาติ ทรัพยืสิน) นั้นมีเงื่อนไขในการรับศิษย์ยากพอควร  เช่นคนที่อยากจะแสดงหนังตะลุง คุณพ่อจะให้ขับกลอนให้ฟังก่อนว่าเสียงดีไหม หรือคนที่อยากแกะรูปหนัง คุณพ่อก็จะให้วาดรูปไอ้เท่งให้ดูก่อน ถ้าวาดได้ก็แสดงว่ามีทักษะ ถึงจะสอน แต่หลังจากพ.ศ.2527 ที่คุณพ่อไปแสดงหนังตะลุงที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทอดพระเนตร ในครั้งนั้นคุณพ่อนำรูปหนังรวมถึงเครื่องดนตรีไปถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์รับสั่งกลับมาว่า

ขอบใจนายหนังที่รักษาของเก่าไว้ให้ อย่าหวงวิชา จงช่วยเผยแพร่ ช่วยถ่ายทอด”

นั่นจึงแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณพ่อเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ขอเพียงแค่ได้เผยแพร่และถ่ายทอดวิชา โดยไม่เลือกศิษย์เหมือนแต่ก่อน ว่าเขาต้องเป็นเก่งก็ได้ คุณพ่อตั้งใจให้ทุกคนมีความรู้เรื่องหนังตะลุงทั้งในเชิงช่างและการแสดง รวมทั้งยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิด พิพิธภัณฑ์สุชาติ ทรัพย์สิน ขึ้นมา ผมจึงยึดคำที่คุณพ่อสั่งสอนเสมอ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีคณะหนังตะลุงปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ผมเลือกแล้วที่จะยังคงเดิมไม่แปรเปลี่ยนเพื่ออนุรักษ์มากกว่าการอนุโลมให้หนังตะลุงเป็นอย่างอื่น”

 

แน่นอนว่าในการแสดงหนังตะลุงแต่ละครั้ง จะต้องใช้ความร่วมมือจากคนหลายคน หลายส่วนประกอบไม่ว่าจะเป็น นายหนัง นักดนตรี เครื่องดนตรี ฉากประกอบ กลอน และมุกตลกต่างๆ แต่สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือ “รูปหนัง” คือตัวหนังตะลุงที่นายหนังใช้เชิด รูปหนังจะมีหลายประเภท และมีการลำดับความสำคัญของรูปหนังด้วย ซึ่งแต่ละรูป แต่ละตัวมีเอกลักษณ์ และจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป

หากสังเกตรายละเอียดในตัวหนังให้ดีจะพบว่ามีการบอกนัยยะถึงความสำคัญ หรือจุดเด่นที่พ้องกับท้องเรื่องปรากฎในตัวหนังด้วย เช่น การทำให้อวัยวะบางส่วนใหญ่เกินสัดส่วนเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น หัวโต ปากหนา หรือ การทาสีแดงที่ปลายนิ้ว เครื่องมือเครื่องใช้หรือสิ่งของที่ตัวละครถือต่างบอกเรื่องราวและบุคลิกตัวละครอย่างมีความหมาย

 

“ตัวตลกหนังตะลุง”ไม่ว่าจะเป็น เท่ง หรือ ตัวอื่นๆ เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นตัวละครที่ขาดไม่ได้ สำหรับการแสดงหนังตะลุง ตัวตลกคือเสน่ห์ และสีสัน ที่นายหนังจะสร้างความประทับใจให้กับคนดู โดยที่ “บท” ของตัวตลกส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นตัวที่หยิบยกเอาเรื่องราวในปัจจุบันมาล้อเลียน ทั้งเรื่องการเมือง ข่าวสาร ความบันเทิง  ณ ขณะนั้น มาเสียดสีผ่านการแสดงที่ดูไม่หนักหน่วงและสามารถเข้าใจได้ง่าย

เพราะเมื่อการแสดงจบลง สิ่งที่ผู้ชมจดจำได้และนำไปเล่าต่อก็คือบทตลก นายหนังตะลุงคนใดที่สามารถสร้างตัวตลกให้มีชีวิตชีวาและเป็นที่จดจำ สามารถทำให้ผู้ชมนำบทตลกนั้นไปเล่าขานต่อได้ไม่รู้จบ จะถือว่านายหนังผู้นั้นประสบความสำเร็จในอาชีพโดยแท้จริง หรือนี่อาจจะเป็นจุดที่ทำให้คนยุคใหม่หันมาสนใจความบันเทิงนี้มากขึ้น เพราะความขำขันเป็นสิ่งอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

“ในเมือหนังตะลุงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้เพราะการบอกต่อ  คุณพ่อสอนผมได้ ผมก็ต้องถ่ายทอดให้คนอื่นได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้จึงนำปสู่การรักษาศิลปะการแสดงประจำถิ่นที่เราเรียกว่าหนังตะลุงได้อย่างยั่งยืน” อาจารย์วาที ทรัพย์สิน กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภูมิใจ ดังนั้นใครสนใจอยากเรียน การแสดงหนังตะลุง ก็สามารถมาเรียนได้ที่นี่ครับ

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก  http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/762365

ช่วงเย็นๆ เรามา ชม พิธี บวงสรวง แห่นางดานกันครับ

สำหรับประเพณีแห่นางดานนั้น เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ประเพณีนี้ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งมีชุมชนพราหมณ์เกิดขึ้นในนครศรีธรรมราช ราว พ.ศ. ๑๒๐๐ เมื่อพราหมณ์ได้เคลื่อนย้ายขึ้นไปอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาก็ได้นำพิธีกรรมในประเพณีนี้ไปปฏิบัติ เรียกว่าพิธีโล้ชิงช้า หรือพิธีตรีปวาย ในปัจจุบันจัดขึ้นในเดือนเมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์

นางดานหรือนางกระดาน หมายถึงแผ่นไม้กระดานขนาดกว้างหนึ่งศอก สูงสี่ศอก ที่วาดหรือแกะสลักรูปเทพบริวารในคติความเชื่อของพราหมณ์ จำนวน ๓ องค์ องค์ละแผ่น แผ่นแรกคือพระอาทิตย์ พระจันทร์ แผ่นที่สองคือพระธรณี แผ่นที่สามคือพระนางคงคา ใช้ในขบวนแห่แหนมารับเสด็จพระอิศวร (หรือพระศิวะ) ที่เสด็จมาเยี่ยมมนุษย์โลกในวันขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ คือในเดือนอ้าย ขึ้น ๗ ค่ำ และจะประทับอยู่ในมณฑลพิธีบริเวณหอพระอิศวรจนกระทั่ง เดือนอ้ายแรมค่ำ จึงเสด็จกลับ (รวมเวลาที่ประทับ ๑๐ ราตรี)ครั้นเมื่อมาถึงชมรม (ปะรำพิธี) พระยายืนชิงช้าก็จะนั่งยกเท้าขวาพาดเข่าซ้าย เท้าซ้ายยืนพื้นทำประหนึ่งพระอิศวรหย่อนพระบาทลงมายังโลกมนุษย์ จากนั้นนาลิวัน ๑๒ คน ซึ่งแต่งกายด้วยสนับเพลาและผ้านุ่งโจมทับ สวมเสื้อขาว คาดผ้าเกี้ยว ศีรษะสวมหัวนาค มือถือเสนง (เขาควาย) ก็จะขึ้นนั่งที่ไม้กระดานชิงช้าคราวละ ๔ ตน (เรียกว่า ‘หนึ่งกระดาน’) ผลัดกันไกวหรือโล้ชิงช้าให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้เป็นเสมือนการทดสอบความแข็งแรงของแผ่นดินและภูเขาว่ายังมั่นคงอยู่ดีหรือไม่ เมื่อโล้ชิงช้าครบทั้งสามกระดานแล้ว นาลิวันทั้ง ๑๒ คนก็พากันออกมารำเสนงและวักน้ำเทพมนต์จากขันสาคร ซึ่งสมมติเป็นน้ำจากห้วงมหรรณพ ถือเป็นการประสาทพร และเป็นการเล่นสนุกสนานตามตำนานนางดานในรูปประเพณีสงกรานต์เมืองนคร  Cr: ขอขอบคุณข้อมูลจาก www-nakhon-variety.blogspot.com นะครับ

เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึง เวที ใหญ่  ก็จะมีการแสดง ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราห์ม
สวยงามอลังการ แสงสีเสียงมากครับ

เมื่อถึงเวลา อันสมควรแล้ว ก้มีการอันเชิญนางดาน ขึ้นมาสู่เวที เพื่อมีการ ถวายการแสดง ที่ว่า รำสแนง เป็นการรำที่หาดูได้ยากมากๆ

ในการรำสแนง จะมีการไปเอาน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ จากที่ต่างๆ ในจังหวัดนครศรีะรรมราช มาทำการปลุกเสก และ รดน้ำมนต์แก่ผู้เข้าชมงาน

จบการแสดงผมก้กลับเข้านอนเอาแรง เพื่อ วันพรุ่งนี้ ต้องเดินทางออกจาก ตัวเมือง นครศรีะรรมราช ไปยัง อ.ลานสกา เพื่อไปหมู่บ้าน คีรีวง และ ไป เที่ยว วิถีชุมชน ที่ ตลาดน้ำคลองแดน ต่อไปครับ

อ่านมาถึ

ตรงนี้ถ้าใคร อยากมาเที่ยว จังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถ เข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

https://www.facebook.com/NakhonsiAwesomeplus

http://www.nakhonsiawesome.com/2015.2/

สามารถติดตาม อัพเดต การเดินทางท่องเที่ยวทั่วดลกได้ที่

เพจ แบกเป้เท่ทั่วโลก 

https://www.facebook.com/TummengTravel/

 

 

 

 

 

You Recently Viewed ...

Japan with (My)Love “เที่ยวญี่ปุ่นแบบญี่ปุ่น”

Yading The Lost Horizon , การเดินทางสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “ย่าติง”

น่าน .. นาน..นาน..ได้ไหม….Whispered from Nan

20 จุด ปักหมุด ที่เที่ยวลำปาง

สกล ละเบ๋อ…. ขับรถเที่ยวสกล ไปกับ chevrolet trailblazer Z71

Tummeng Travel