Travel ล่าสุด ในประเทศ

สมุทรสงคราม – นครปฐม เสาร์ – อาทิตย์ เที่ยวใกล้กรุง กันเถอะ

Rating Chart

0 average based on 0 ratings

  • Excellent
    0
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

เคยเจอมั้ย เสาร์ – อาทิตย์ ทีไร เพื่อมักจะชวนไปเที่ยว แต่ไม่รู้จะไปเที่ยวใหนดี ?

หรือ อยากไปเที่ยวใกล้ๆ แต่ไม่รู้จะไปใหนดี ?

วันนี้ แบกเป้เท่ทั่วโลก จะพาคุณ ไปเที่ยว ใกล้กรุง แบบ ใช้เวลา ไปเช้า เย็นกลับ ช่วง เสาร์ อาทิตย์ ใน 2 เมืองต้องห้ามพลาดพลัส นั่นก็คือ สมุทรสงคราม และ นครปฐม สองจังหวัด ที่ ใช้เวลา ขับรถจาก กทม ไม่เกิน 1.30 ชั่วโมง สบายๆ

 

เริ่มจาก สมุทรสงคราม ก่อนเลย จังหวัด ที่ อยู่ใกล้ กทม ไปทาง ทิศใต้ ใช้เส้นทาง พระรามสอง วิ่งไป ธนบุรี ปากท่อ ก็จะผ่าน เส้นทาง ที่ทำนาเกลือ แม่น้ำแม่กลอง เมื่อได้กลิ่มเค็ม ของทะเล ก็แสดง ว่ามาใกล้ถึงแล้ว

เรามาเริ่ม ที่แรกกันเลยดีกว่า ที่ ตลาดร่มหุบ ในตัวเมือง จ.สมุทรสงคราม  ถ้าย้อนไป สักหลายปีที่ผ่านมา เราจะเคยเห็น โฆษณา ของ การท่องเที่ยว  ที่ไปถ่ายทำที่ตลาดร่มหุบ แล้วการเป็น Unseen ทุกคนแปลกใจ จนต้องพากันไปอยู่พักนึง

ปัจจุบัน ตลาดร่มหุบ ก็ยังคงมีอยู่ และ มีการ หุบร่ม เช่นเดิม แต่นักท่องเที่ยว อาจจะบางตาลงไปบ้าง

“ตลาดแม่กลอง” หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “ตลาดร่มหุบ”

ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นที่รู้จักกันดีในนาม “ตลาดร่มหุบ” เพราะว่าตัวของตลาดตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งทางรถไฟสายบ้านแหลม-แม่กลอง ใกล้รางรถไฟเลย เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างกางร่มคร่อมทางรถไฟไว้ขายของกันเป็นกิจวัตร แต่เมื่อถึงเวลาที่รถไฟแล่นมา แม่ค้าพ่อค้าต่างต้องรีบเก็บแผงที่วางล้ำเข้าไปในทางรถไฟ และต้องรีบหุบร่ม เก็บผ้าใบกันสาดที่กางเลยออกมาเพื่อให้รถไฟผ่านไป ส่วนผู้คนที่เดินซื้อของก็ต้องหยุดซื้อขายต่อรองกันชั่วขณะรอให้รถไฟผ่านไปก่อน ถือเป็นเรื่องตื่นเต้นลุ้นระทึก น่าตื่นตาตื่นใจจนมีเสียงถึงต่างประเทศ

ทางรถไฟสายแม่กลอง นั้นเป็นทางรถไฟเก่าแก่ที่เดินรถจากฝั่งธนบุรี ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สิ้นสุดที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2444 และ พ.ศ. 2448 เป็นระยะทาง 66.9 กิโลเมตร อยู่ในการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยเส้นทาง 2 ช่วงจาก สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ถึงสถานีรถไฟมหาชัย ระยะทาง 31.2 กิโลเมตร และจากสถานีรถไฟบ้านแหลม ถึงสถานีรถไฟแม่กลอง ระยะทาง 33.57 กิโลเมตร โดยระหว่างสถานีมหาชัยกับสถานีบ้านแหลม จะไม่มีเส้นทางเชื่อมถึงกัน ผู้โดยสารจะต้องลงจากขบวนรถ และเดินเท้าไปขึ้นเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำท่าจีน เพื่อไปต่อรถไฟอีกขบวนหนึ่งนั่นเอง

สินค้า ยังคงมีขายอยู่ ทั่วไปจะเป็น สินค้า ทางการเกษตร และะ ทางการประมง ทั้งน้ำจืด และ น้ำเค็ม

และ สินค้า ขึ้นชื่อ ของ แม่กลอง ก็คือ ปลาทู ของแท้ต้อง หน้างอ คอหัก ในเข่งมีสองตัว เพราะตัวใหญ่มากกก

ใกล้ถึง เวลา รถไฟจะเคลื่อนผ่าน ร้านค้า ก็เริ่ม เก็บสินค้า หุบร่ม ให้เข้าไป ไม่ขวางทางรถไฟวิ่ง ผู้คน นักท่องเที่ยวก็จะมา ถ่ายภาพ กัน สนุกสนาน

ความอันตราย ก็มีบ้าง แต่ จะมี พ่อค้า แม่ค้า คอย ร้องเตือนให้นักท่องเที่ยว ไม่ออกไปขวางรถไฟ ให้เดิน เข้ามาใน ร้าน

ระยะห่าง จากรถไฟ กับแผงขายของ ไม่ถึง 1 ฟุต เลยนะครับ

*****************************************
การเดินทางมายังย่านเเม่กลอง
รถตู้ : สายใต้ – แม่กลอง, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า-แม่กลอง
รถทัวร์ : ขึ้นรถที่สถานีขนส่งสายใต้สาย กรุงเทพฯ – แม่กลอง – ดำเนินสะดวก
รถไฟ : บ้านแหลม – แม่กลอง
กำหนดเวลาเดินรถไฟสายบ้านแหลม-แม่กลอง รถไฟจะผ่านเข้าออกสถานีแม่กลองและตลาดร่มหุบวันละ 8 รอบ ตามเวลาดังนี้
รถไฟจะผ่านเข้าสถานีแม่กลอง เวลา: 08.30 น., 11.10 น., 14.30 น., 17.40 น.
รถไฟจะออกจากสถานีแม่กลอง เวลา: 06.20 น., 09.00 น., 11.30 น., 15.30 น.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถานีบ้านแหลม โทร 0-34498-055 สถานีแม่กลอง โทร 0-3471-1906

เมื่อรถไฟผ่านไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้า ก็จะกางร่มไว้เช่นเดิม

ออกจาก ตลาดแม่กลอง หรือ ตลาดร่มหุบ  เราก็จะไป อีกตลาด ชื่อดัง ของ จังหวัด สมุทรสงคราม ที่ แค่พูดชื่อ ใครๆ ก็ร้องอ๋อ … แต่อาจไม่รู้ว่า ตลาดนี้ อยู่ สมทรสงคราม  นั่นคือ ตลาดน้ำ อัมพวา

เค้ามาทำอะไรกันที่ตลาดน้ำ อัมพวา  ?

คำตอบคือ เขามา เดินเล่น หาของกิน หาซื้อของ ที่มีทั้ง ของกิน ของฝาก ของใช้ และ ของเก่า โบราณ ของสะสม เรียก ว่าแทบจะมีทุกอย่างให้เลือกสรร

หลายคน มา ตลาดน้ำอัพวา เพื่อมา เอาบรรยากาศ การกินแบบ ตลาดน้ำ ที่ พ่อค้าแม่ค้า ขายของอยู่บนเรือ แล้ว เรา ก็สั่งสินค้า ขึ้นมากินบนฝั่ง เป็นการ ย้อนรำลึก ถึง วิถีชีวิตแบบเก่า ที่คนโบราณ ส่วนใหญ่ ให้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก

 

อาหาร ทะเล อาหารไทย อาหารพื้นบ้าน มีขายหมดที่นี่ บางร้าน ขายดี จนต้องต่อคิวกินกันก็มี

ส่วนพวกขนมไทย ขนมต่างๆ มีวางขายตลอด แทบทุกซอกซอย

ของเล่นโบราณ ของเล่นสมัยเด็ก มีวางขายให้เราเลือกไปได้ มากมาย

และที่สำคัญ อัมพวา เป็นบ้านเกิด ครูเอื้อ ศิลปิน ชื่อดัง สมัย รุ่นปู่ รุ่นพ่อเรา ที่นี่ ก็มี ผลงาน และ จำลองบ้านครูเอื้อ ให้ได้เข้าชมกันครับ

กล้วยเชื่อม และ มันเชื่อม ร้านนี้ อร่อยเด็ดมากก  ร้าน กล้วยป่ะ รีบไปซื้อ ก่อนจะหมด  หมดแล้ว หมดเลย รอมาขายใหม วักพรุ่งนี้

อีกหนึ่งไฮไลท์ ในการมาเที่ยว อัมพวา ก็คือ นั่งเรือ ชมวัด จะ 5 วัด 7 วัด 9 วัด ก็แล้วแต่ โปรแกรม ที่เราเลือก เพราะ ตลอดสายน้ำ บริเวณ อัมพวา นี้ มีวัดตั้งอยู่ ริมน้ำมากมาย ทั้งวัดดัง ไม่ดัง แต่ละวัดก็สวยๆ ทั้งนั้น

ใช้เวลา ในการนั่งเรือชมวัด ของผม เลือกแบบ 5 วัด ราคา 50 บาท ต่อคน ใช้เวลา ประมาณ 2.30 ชั่วโมงครับ ต้องรอ คนเต็มเรือถึงจะออก แต่ถ้าไม่อยากเสียเวลา ก็สามารถเหมา เรือไปเองได้ ในราคา 500 บาท ส่วนต๊วส่วนตัว ไม่ต้องรอใคร

วัดแรกที่ไปถึงคือ วัดท้องคุ้ง วัดที่มีหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง

มาต่อกันที่ วัดที่ สอง วัดบางแคใหญ่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง บริเวณปากคลองบางแค ตำบลแควอ้อม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2357 ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระอุโบสถหลังใหญ่อายุกว่า 150 ปี ด้านหน้ามีเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมสิบสองศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา พระประธานในอุโบสถปางมารวิชัยปั้นด้วยศิลาแลง มีธรรมเจดีย์ 7 องค์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2415 มีกำแพงแก้วล้อมรอบ และบนฝาประจัน (ฝากั้นห้อง) กุฏิสงฆ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาว เขียนในปลายสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นเรื่องราวการทำสงครามไทย-พม่า ซึ่งน่าจะเป็นครั้งที่ ร.2 โปรดให้ไปขัดตาทัพที่ราชบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2364 ซึ่งไม่ได้เปิดให้ชมทั่วไปต้องขออนุญาต

 

วัดที่สามที่เรามาถึงคือ วัดบางแคกลาง เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยปลาย กรุงศรีอยุธยา แต่เดิมชื่อวัดปทุมเกสร ตามชื่อผู้ ถวายที่สร้างวัดกับหลวงพ่อเกตุ ท่านเป็นพระธุดงค์ มาปักกลดอยู่ โยมปทุม และ โยมเกสรท่านเกิด ศรัทธาเลยถวายที่ให้ท่านสร้างวัด แต่ภายหลังได้ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดบางแคกลาง

วิวระหว่างทาง ก็จะ ขับเรือ ผ่าน ที่พัก แบบ โฮมสเตย์ ที่เอาไว้ ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่สนใจมาพัก และ นั่งเรือ ชมหิ่งห้อยยามค่ำคืน

วัดที่สาม คือ วัดเกษมสรณาราม ตั้งอยู่เลขที่ 40 ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา  วัดนี้ เป็นวัดที่ ข้างใน อุโบสถ์ สวยงาม มีภาพวาดฝนัง ของโบราณ อายุ เป็นร้อยปี

และปิดท้ายวัดที่ 5 ด้วย  วัดบางกุ้ง ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปีพ.ศ. 2308 กองทัพพม่ายกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้หัวเมืองปากใต้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งที่ตำบลบางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” กองทัพพม่าซึ่งยกทัพเข้ามาตามลำน้ำแม่กลองและบุกลงมาจนถึงค่ายบางกุ้ง โดยที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถต้านทานไว้ได้ค่ายบางกุ้งจึงแตก

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลาย สลักจากหินทรายแดง แสดงปางมารวิชัย ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อโบสถ์น้อย” ที่ฝาผนังของพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระอดีตพุทธเจ้า และภาพพุทธประวัติ นอกจากนี้ยังมีสระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดความกว้างประมาณ 5 เมตร ความยาว 7 เมตร ที่ขอบสระมีกำแพงเตี้ยกั้น และกรุด้วยอิฐถือปูนลักษณะสอบลงไป ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบางกุ้งเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 113 ตอนพิเศษ 50 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2539

และมุมนี้ ก็เป็นมุมที่ หลายๆคน มาถ่ายภาพกัน เพราะ เป็น Unseen ที่เคยดังมากๆ

หลังจาก นั่งเรือ ที่อัพวา เสร็จ ก็เลย เที่ยงมาสักหน่อย แล้ว ผมแนะนำ ร้านอาหาร ร้านหนึง เป็นร้านเล็กๆ และ ต้องบอกว่า อร่อน โครตเทพ ครับ แถมยัง อยู่ใกล้ แหล่ง ท่องเที่ยว ที่เราจะไปกันต่อได้ นั่นคือ ร้าน แป๊ะก๊วยเตี๋ยวปู ปากทางเข้าตลาดเก่าบางนกแขวก เมนุแนะนำ คือ บะหมี่ปู ก๋วยเตี๋ยวปู และ ผัดกระเพราะเนื้อปู ที่ ขนปูมาใส่แบบไม่กลัวขาดทุนกันเลยครับ

เมื่ออิ่มหนำดีแล้ว ก็ เดินทางไยังจุดหมายต่อไป นั่นคือ

“โบสถ์บางนกแขวก” เป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ต. บางนกแขวก อ. บางคนที จ. สมุทรสงคราม

มีทัศนียภาพสวยงาม โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือช่วงเย็นจะมีความงามเป็นพิเศษ เนื่องจากจะมีแสงแดดส่องลอดกระจกสะท้อนกับภาพสี ทำให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น

โบสถ์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2433 (ค.ศ. 1890) โดยบาทหลวงเปาโลซัลมอน มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส และเคยเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ นิกายคาทอลิกภาคตะวันตกและภาคใต้

ดังนั้นจึงมีการตกแต่งโบสถ์อย่างวิจิตรสวยงามอลังการกว่าโบสถ์ของนิกายอื่นๆอย่างโปรเตสแตนต์

ตัววิหารเป็นศิลปะแบบโกธิคที่สร้างด้วยอิฐเผา มียอดแหลมของอาคารพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบนี้

ผนังฉาบด้วยปูนตำกับน้ำเชื่อมประสานจากอ้อยใสสีดำ ประดับตกแต่งด้วยภาพเขียน กระจกสีชนิด Stained Glass สวยงดงามจากฝรั่งเศส

ส่วนใหญ่เป็นภาพนักบุญ เมื่อแสงลอดผ่านกระจกสี จะทำให้ภาพโดดเด่นมีสีสันสวยงาม ปัจจุบันเป็นสถานที่สักการะอันศักดิ์สิทธิ์ของคริสตชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ

ภายในกว้างขวางและตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร มีรูปปั้น ธรรมาสน์เทศน์ อ่างล้างบาป ขาเทียนลักษณะต่างๆ และรูปแกะสลักบรรยายเกร็ดประวัติในพระคัมภีร์คริสตศาสนา

ช่วงเย็น หากไม่รีบกลับ กทม  ก็สามารถแวะไปชิม อาหารทะเล ที่บ้านคลองโคน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่ง รวมร้านอาหารทะเล อร่อยๆ ไว้หลาบร้าน และ เป็นแหล่ง กินปูไข่นึ่ง ที่ขึ้นชื่อ ของ สมุทรสงคราม

ไม่ต้องถาม ว่า ร้านใหนอร่อย เพราะ มีหลายร้านให้เลือก แล้วแต่ ใครจะชอบรสชาติแบบใหน เลือกเอาเลย

สำหรับครั้งนี้ ผมเลือก ร้าน ผู้ใหญ่จอย ครับ เพราะ ร้านดูกว้างขวาง ที่จอดรถสะดวกสบาย และ อาหาร ก็สด และ อร่อยมากๆ ครับ

หมึกนึ่งมะนาว รสจัดจ้าน เปรี๊ยวดีนักแล

ปูไข่ ที่พกพา ไข่มาเต็มกระดอง

หอยแครงลวก สุกพอดี ไม่สุกมาก จิ้มน้ำจิ้มซีฟุ๊ดส์ โอ้ยย อยากกลับไปกินอีก

ทานแล้ว ถ้าใคร อยากนอนพัก ที่ สมุทรสงคราม ก้สามารถ เลือกนอนได้ ทั้ง แบบ โรงแรม และ แบบ โฮมสเตย์ริมน้ำ เพื่อซึมซับบรรยากาศ แบบวิถีชีวิตของคน สมุทรสงครามครับ กลางคืน ก้มีกิจกรรมมากมาย ทั้ง ชมหิ่งหอย นอนดูดาว ริมน้ำ

หรือหากใคร จะกลับ มานอน กทม ก็ได้เช่นกัน ขับรถกลับมาก็ไม่ใกล เช่นเดิม  เป็นอัน จบ 1 วัน สำหรับที่เที่ยว ใกล้กรุง

มาต่อกันที่อีกวัน เที่ยวใกล้กรุงเช่นเดิม คราวนี้ เราไปยัง นครปฐม จังหวัดที่ อยู่ทาง ทิศตะวันตก ของ กทม และ แน่นอน ขับรถ ชั่วโมงนิดๆก็ถึงแล้ว

ออกจาก กทม ไม่ถึง ชั่วโมง เราก็แวะกันที่ วัดไร่ขิง วัดชื่อดัง ที่ ทุกคน อยากมา

“วัดไร่ขิง” หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดมงคลจินดาราม” ตั้งอยู่ที่อ.สามพราน
วัดแห่งนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2334 โดย “สมเด็จพระพุทธฒาจารย์(พุก )” ในขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร ท่านได้กลับมาสร้างวัดไร่ขิงและวัดดอนหวาย ซึ่งเป็นบ้านโยมบิดาและมารดาของท่าน และด้วยบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นที่อยู่ของชาวจีน และนิยมปลูกขิงกันอย่างแพร่หลาย จนเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านหรือชุมชนในแถบนี้ว่า “ไร่ขิง” ต่อมาเมื่อมีชุมชนหนาแน่นมากยิ่งขึ้นจึงได้มีการสร้างวัดเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน และได้ชื่อตามชุมชนว่า “วัดไร่ขิง”

ใกล้กัน จะมี หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) หรือ พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

   ตั้งอยู่ที่ ถนนพุทธมณฑล สาย 5 จังหวัดนครปฐม ใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยแห่งเดียวในประเทศที่รวบรวมข้อมูลและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของวงการภาพยนตร์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้ศึกษาและเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวอันน่าตื่นตาตื่นใจของ ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในประเทศไทย หอภาพยนตร์ เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่เก็บภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตลอดจนอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย จัดตั้งขึ้น ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เป็นการโอนกิจการ ในส่วนของงานหอภาพยนตร์แห่งชาติ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มาจัดตั้งเป็นองค์การมหาชน และ ในปี พ.ศ. 2540 หอภาพยนตร์แห่งชาติได้ย้ายสถานที่ตั้งจากอาคารเก่าในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เขตพระนคร กรุงเทพฯ มาอยู่ที่ศาลายา นครปฐม
สิ่งที่น่าสนใจในหอภาพยนตร์ 
ภายในหอภาพยนตร์จัดแสดงเป็นเมืองจำลองประวัติศาสตร์  ชื่อว่า เมืองมายา จัดเป็นนิทรรศการกลางแจ้งที่รวมฉากสถานที่ที่เป็น หมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์โลกไว้ อาทิ มงคลบริษัท  สถานีรถไฟศินิมา  ร้านถ้ำมอง คิเนโตสโคป กร็องด์ คาเฟ่  เป็นต้น
มี มุมสวยๆ แบบ วินเทจๆ ให้ ถ่ายรูป เก๋ไก๋ สไตล์ลึกซึ้ง เพียบครับ  ถึงแม้ พื้นที่อาจจะไม่กว้างใหญ่นัก แต่ จัดวางและ ตกแต่งได้ดีครับ
โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง 
อาคารสีเหลืองขนาดใหญ่  ด้านหน้ามีรูปหล่อจำลอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ หรือ พระบิดาแห่งภาพยนต์สยาม ภายในจัดแสดงสิ่งของที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ไทย โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง เป็นบริษัท สร้างภาพยนตร์ไทย ในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นกิจการแห่งเดียวที่สร้าง “หนังพูด” คือ การอัดเสียงลงฟิล์มขณะถ่ายทำพร้อมกัน  โดย มานิต วสุวัต เจ้าของโรงถ่ายภาพยนตร์มาตรฐานสากลแห่งแรกของไทย ซึ่งได้ฉายา “ฮอลลีวู้ดเมืองไทย” เป็นอาคารที่มีความสวยงาม ทางสถาปัตยกรรม ออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ต่อมาได้หยุดกิจการไปเพราะ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ในปี พ.ศ. 2485 และ การเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังสงครามโลกได้เปลี่ยนเป็นโรงฉายภาพยนตร์ “ศาลาศรีกรุง” ก่อนที่จะเลิกกิจการและถูกรื้อถอนไปอีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงศูนย์กลางทางภาพยนตร์แห่งนี้ ทางหอภาพยนตร์ (พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย) จึงจำลองสร้างขึ้นมาใหม่ ในขนาดเล็กลงกว่าเดิม 4 เท่า ด้วยสถาปัตยกรรมแบบเดิม  เปิดให้บริการวันเสาร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันละ 3 รอบ เวลา 10:00 น. 13:00 น. และ 15:00 น. มีวิทยากรนำชมทุกรอบ
สถานีศินิมา
เป็นการจำลองความเกี่ยวข้องของภาพยนตร์ไทยกับการรถไฟในอดีต ด้วยหัวจักรไอน้ำ โมกุล ซี 56 หมายเลข 738 ซึ่งเป็นหนึ่งใน หัวรถไฟที่ผลิตจากญี่ปุ่น เพื่อนำมาใช้ในสมัยสงครามโลกในไทย ต่อมาเมื่อสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลไทยได้ซื้อหัวรถจักรเหล่านี้เพื่อ ใช้ในกิจการรถไฟ เมื่อถึงเวลาปลดประจำการ จึงได้บริจาคให้แก่หน่วยงานต่างๆ ต่อมาหอภาพยนตร์ได้รับมอบหัว รถจักรไอน้ำนี้มา จากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เพื่อนำมาอนุรักษ์ และ จัดแสดงในโครงการรถไฟสายภาพยนตร์
 ใครสนใจ จะเข้ามาเยี่ยมชมที่ นี่สามารถมาเข้าชมได้ทุก วันเสาร์ อาทิตย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
ที่อยู่ : 94 หมู่ 3 ถนนพุทธมณฑล สาย 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170 โทรศัพท์ : 02-4822013, 02-4821087-88
เปิดให้บริการ : ห้องสมุด : วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 น.
พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทยและเมืองมายา : วันเสาร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันละ 5 รอบ เวลา 10.00 น. 11.00 น. 13.00 น. 14.00 น. และ 15.00 น.
โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 17.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 13.00 น. 15.00 น. และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 13.00 น.

มาต่อกันด้วยสิ่งศักสิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง ของ นครปฐม  นั่นคือ  พระปฐมเจดีย์ หรือเดิมเรียกว่า พระธมเจดีย์ มีฐานะเป็นมหาธาตุหลวง ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัยว่า พระธมเจดีย์องค์นี้อาจเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเมื่อคราวที่พระสมณทูตในพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางมาเผยแผ่ศาสนายังสุวรรณภูมิก็เป็นได้ เพราะพระเจดีย์เดิมมีลักษณะทรงโอคว่ำหรือทรงมะนาวผ่าซีกแบบเดียวกับพระสถูปสาญจี แต่ปรากฏว่ามียอดเป็นแบบปรางค์ ซึ่งพระองค์ฯ มีพระราชวินิจฉัยว่า อาจมีเจ้านายพระองค์ใดมาบูรณะไว้ก็เป็นได้ ซึ่งตรงกับความในศิลาจารึกหลักที่ 2 (ศิลาจารึกวัดศรีชุม) ของพระมหาเถรศรีศรัทธา อันได้กล่าวไว้ว่า พระมหาเถรศรีศรัทธาฯ ท่านทรงได้แวะมาบูรณะพระธมเจดีย์องค์นี้ ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับ เมืองราด เมื่อคราวที่ท่านเสด็จกลับจากศึกษาศาสนาพุทธในประเทศศรีลังกา ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามใหม่ว่าพระปฐมเจดีย์

ภายในองค์พระเจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ทางวัดจึงกำหนดให้มีงานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 รวม 9 วัน 9 คืน เป็นประจำทุกปี

พระร่วงโรจนฤทธิ์ มีชื่อเต็มก็คือ พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร แต่ประชาชนทั่วไปจะเรียกว่า หลวงพ่อพระร่วง หรือ พระร่วงโรจนฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ศิลปะแบบสุโขทัย ประทับยืนอยู่บนฐาน โลหะทองเหลืองลายบัวคว่ำบัวหงาย อีกทั้งบริเวณใต้ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ ยังบรรจุพระราชสรีรางคารในรัชกาลที่ 6

สิ่งที่ผู้คนนิยมทำเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เมื่อมาพระปฐมเจดีย์ นั่นก็คือ การเดินรอบพระอารามชั้นนอก หรือชั้นในก็ได้ให้ครบ 3 รอบ เพื่ออธิฐานจิตขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สมปรารถนาดั่งสิ่งที่หวังไว้

 ไหว้พระ ทำบุญ เสร็จแล้ว ก็ เดินทางต่อไป ครับ

ไหว้พระ ขอพรกันแล้ว ก็ ไปแวะทานมื้อเที่ยงกันได้ ที่ ที่ร้านบ้านศิลาดล

ร้านบ้านศิลาดล เป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ที่นำ บ้านไม้เก่ามาจัดแต่งใหม่ ให้สวยงามมากขึ้น บรรยากาศร้าน สะอาดและเป็นกันเองมากครับ

เมนุเด็ดคือก๋วยเตี๋ยวต้มยำ  เป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ มาพร้อมนำซุปอร่อยๆ ถึงเครื่องจริงๆ บวกเครื่องเคียงที่จัดมาเต็มที่ กับน้ำขลุกขลิก แซ่บถึงใจ

หรือผัดไท สูตรโบราณ ก็อร่อยถึงเครื่องเช่นกัน

ทานอาหารเสร็จแล้ว ก็ไปเดินย่อยอาหารกันที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก (Owl Art Museum)

ไปหลบร้อนกันสักนิดชม ศิลปะ ที่ทุกอย่าง ทำเป็นรูปนกฮูก ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตาไม้แกพสลัก หรือ ตุ๊กตาผ้า ต่างๆ

สำหรับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก ตั้งอยู่ที่ 10/3 ต.ไทยาวาส อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม การเดินทางใช้ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี มุ่งหน้าสู่อำเภอนครชัยศรี ตรงมาเรื่อยๆ จนถึงสะพานแยกเข้าอำเภอนครชัยศรี ให้ขึ้นสะพานเข้าไปยังตัวอำเภอ จากนั้นตรงไปจนเจอสามแยกไฟแดง ให้เลี้ยวขวา แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแรก (ซอยเข้าตลาดท่านา) แล้วให้ตรงไปข้ามสะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรี จากนั้นตรงต่อไปเรื่อยๆ สังเกตทางขวามือจะเห็นพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ มีป้ายบอกชัดเจน  ค่าเข้า 60 บาท ต่อคน

ใครที่ชอบ นกฮูก นี่ อย่าเผลอกรี๊ดออกมาละ  ทุกอย่างเป็นนกฮูกหมดเลย น่ารักมากกกก

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนกฮูก ยังมี ข้อมูลดีดีมากมาย เกี่ยวกับนกฮูก จากประเทศต่างๆ ให้เราได้รู้มากขึ้น และยังมี เจ้าหน้าที่คอย อธิบายเรื่องราว ที่ไม่เคยรู้จากที่ไหนมาก่อน อีกด้วย

บ่ายๆ แดดร่มลมตก ก็ไปเดินเล่นที่

ตลาดท่านา 

ตลาดสดเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี ที่ตั้งอยู่เคียงคู่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนริมแม่น้ำ นครชัยศรี มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จากการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของผู้คน จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 จึงกลาย เป็นชุมชนค้าขายสำคัญของย่านนี้ ที่มาของชื่อ”ตลาดท่านา” นั้นมาจากพื้นที่บริเวณโดยรอบตลาดเต็มไปด้วยนาข้าวรวมถึงเป็นท่าเรือ ขนส่งสินค้าและท่าขึ้นลงข้าวในอดีต เนื่องจากด้วยทำเลที่อยู่ติดริมแม่น้ำนครชัยศรีจึงสะดวกต่อการคมนาคมค้าขาย ทางเรือผ่าน แม่น้ำนครชัยศรีมีสะพานรวมเมฆเชื่อมระหว่างชุมชนตลาดท่านาและแถบงิ้วราย
ของขาย ของกิน ของฝาก เลือกเอาเลยจ้าา  ตามแต่สะดวก
ร้านอร่อยขึ้นชื่อในตลาดนี้คือ ร้านเจียมจันทร์ เป็ดพะโล้ ที่ขึ้นชื่อ คนแถวนี้ มาต่อคิว ซื้อกลับบ้าน และ นั่งกิน กันเพียบ
และแน่นอน มานครปฐม ก็ต้อง มาชิม ส้มโอหวาน นครชัยศรี ไม่งั้นมาไม่ถึงนะครับ หลังจาก ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ ไปคราวก่อน สวนส้มโอ ได้รับความเสียมาก จน ชาวสวนหลายรายต้องเริ่มปลูกกันใหม่ มาปี สองปี นี้ ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดอีกครั้ง  คุณภาพ ยัง คับแก้วเช่นเดิม ทั้ง ขาวใหญ่ ทองดี ทับทิมสยาม อร่อยทั้งไทย และ ส่งออก
ถ้ายังมีเวลาเหลือ ก็สามารถแวะไป ยัง วัดสามพราณ
ที่วัดสามพราณ จะมี จุดเด่นอยู่ที่ “มังกรพันตึก” ตึกสีแดงนี้จะสูง 17 ชั้น โดยชาวจีนเชื่อถือกันว่า พญามังกรจะคุ้มครอง ให้เจริญรุ่งเรือง ทำกิจการค้าขายมั่นคง เจริญก้าวหน้า ถ้าโชคดี เขาเปิดให้ ขึ้นไปข้างบน ก็จะได้ ไปยืนชมวิวมุมสูง รับลมเย็นๆ สบายๆ บนนั้น พร้อมขอพร ให้ตัวเองด้วย
สุดท้าย ก่อนกลับบ้าน แวะ ซื้อ ของฝาก ที่ร้าน วุ้นคุณอุ๊  ร้านชื่อดังของ นครปฐม
ที่ร้านคุณอุ๊ จะเด่น เรื่องวุ้นมะพร้าว แต่ไม่ใช่แค่วุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีขนมอื่นๆ น่าทานอีกมากมาย ให้เราเลือกซื้อกลับไปเป็นของฝากได้
จบทริป ด้วยมื้อเย็น ที่ ร้านอาหารกุ้งอบภูเขาไฟ ร้านดังของจังหวัดนครปฐมเลย เรียกว่า ใครผ่านมาเที่ยวนครปฐม ต้องไม่พลาดแวะมาทาน กุ้งร้านนี้
สำหรับร้านกุ้งอบภูเขาไฟ จะแบ่งเป็น ส่วนห้องธรรมดา และส่วนของห้องแอร์ แต่จะเพิ่ม10บาท จุดเด่นของกุ้งอบภูเขาไฟคงจะเป็นซอสที่อบกุ้งแบบพิเศษ เพราะจะมีรสชาติเค็มๆนิดมันๆหน่อย เข้ากับกุ้งมาก ยิ่งทานกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วละก็ อร่อยลงตัวเลยทีเดียว
สำหรับข้อมูลร้านอาหารกุ้งอบภูเขาไฟ
ที่ตั้ง: 885 ถ.เพชรเกษม จ.นครปฐม (อยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลสนามจันทร์)
โทร: 034-255041, 034-241109
เวลาเปิดปิด: 10.00 น.-22.00 น.
ก็เป็นอันจบทริป 1 วัน สั้นๆ แต่ สนุก และ อิ่มหนำ สำหรับ นครปฐม จังหวัด ที่ใกล้ กทม จน คิดว่าเป้นจังหวัดเดียว  มี ที่เที่ยว ที่กินมากมาย หาก เสาร์ อาทิตย์ ไม่รู้จะไปใหน ก็ ขับรถ กินลม ชมวิวมาเถอะครับ นั่งแปบเดียว เร็วกว่า ขับรถฝ่ารถติดเข้าใจกลางกรุงเสียอีก ออกมาเจอ ธรรมชาติ และ วิถีชีวิต แบบท้องถิ่น ก็สนุกดีออกนะครับ
ที่จบไป เป็น รีวิว การเที่ยว แบบ 1 Day trip ของสองจังหวัด ใกล้ กรุงเทพ  นั่นคือ สมุทรสงคราม และ นครปฐม ซึ่ง ทั้งสองจังหวัดนี้ ได้รับการยกให้เป็น 12 เมือง ต้องห้ามพลาดพลัส จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยด้วย ลองคิดดูเอาแล้วกันว่า จะมีความน่าสนใจ มากน้อยแค่ใหน แล้ว ใครอยากตามรอยไปเที่ยว ก็สะดวกสบายครับ เที่ยวใกล้ๆ บ้าง ถ้าเวลามีน้อย ทุกที่ ที่เราไปมักจะมีเรื่องราว ให้ จดจำ เสมอ
สำหรับ รีวิวนี้ ขอจบเพียงเท่านี้ สามารถติดตาม ข่าวสารแบบ อัพเดตฉับไว ของเพจ แบกเป้เท่ทั่วโลกได้ที่  https://www.facebook.com/TummengTravel 

You Recently Viewed ...

Japan with (My)Love “เที่ยวญี่ปุ่นแบบญี่ปุ่น”

Yading The Lost Horizon , การเดินทางสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “ย่าติง”

น่าน .. นาน..นาน..ได้ไหม….Whispered from Nan

20 จุด ปักหมุด ที่เที่ยวลำปาง

สกล ละเบ๋อ…. ขับรถเที่ยวสกล ไปกับ chevrolet trailblazer Z71

Tummeng Travel