Top Review Travel ต่างประเทศ ที่พัก ล่าสุด

Yachen Gar , ปฐมบท บันทึกการเดินทางฉบับย่อ สู่ดินแดน ทิเบตนอกทิเบต !!!

Rating Chart

5 average based on 4 ratings

  • Excellent
    4
  • Very Good
    0
  • Average
    0
  • Poor
    0
  • Terrible
    0

เคยมั๊ยที่เห็นภาพเพียงภาพเดียว แล้วทำให้เกิดความอยากไปที่นั่นขึ้นมาทันที สำหรับเกิดอาการแบบนี้บ่อยๆ จนทำให้ต้องแบกเป้ออกไปท่องโลกหลายครั้งหลายครา ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว ผมได้เห็นภาพ ชุมชนชาวทิเบต ที่มีลักษณะเป็นบ้านสีแดงๆเป็นกล่องๆ ปลูกติดกันเป็บแถบ ไล่เรียงลงมาตามเนินเขา ของ ลารุงก้า หรือสำนักสงฆ์ที่ Sherta ประเทศจีน ผมก็เสาะหาข้อมูลว่าจะไปที่นั่นยังไง จนเกือบจะได้ไปถึงขั้นกำลังจะซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่ทริปล่มอดไป แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทางการจีนประกาศปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าลารุงก้า โดยไม่มีกำหนดเปิด ผมก็รู้สึกเสียดายโอกาสนั้นมากๆ แต่เหมือนฟ้ามีให้โอกาสผมอีกครั้ง ผมได้เห็นข้อมูลว่า มี สถาบันสงฆ์อีกแห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายๆกัน แต่เป็น อารามแม่ชี ชื่อ ยาเฉินก้า (Yachen Gar)

 

ผมก็เลยเกิดความอยากจะไปที่นี่อีกครั้ง จนวันหนึ่งผมเห็นประกาศหาคนร่วมทริปไป ยาเฉินก้า จากเพื่อนใน FB เลยรีบเข้าไปสมัคร จนผมได้โอกาส เดินทางมาทริปนี้ ซึ่งบริเวณที่ผมจะไปนี้ เราอาจจะเรียกว่า ทิเบตนอกทิเบต เพราะ มันไม่ได้อยู่ในทิเบตจริงๆ แต่ ผู้คน และวัฒนธรรม มีลักษณะคล้ายกับทิเบตมากที่สุด ซึ่งอยู่ใน แถบเสฉวน นี่เอง ถ้าอยากจะรู้ว่า โซนนี้ มันสวยยังไง ลองเอาคำค้นเหล่านี้ไปลองค้นหาใน Google ดูได้ Xinlu hai lake , Shigu niang shan , Ganzer , yachen ก็จะได้รูปออกมาประมาณนี้

และแน่นอนตอน 10 วันของการเดินทางมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นตลอดทาง หากจะเอามาเขียนเล่าให้ฟังทั้งหมดคงใช้เวลาหลายตอนมาก ดังนั้น รีวิวนี้จึงเป็น รีวิวฉบับย่อ เรียกน้ำย่อย หรือ สร้างแรงบันดาลใจ ให้หลายๆคนลองไปสัมผัสดินแดนแห่งนี้ดูสักครั้ง ในชีวิต ส่วนรีวิวยาวฉบับเต็มผมจะทยอยทำหลังจากนี้แบบละเอียด วันต่อวันเลยครับ

 

มาเริ่มที่การเดินทางเป็นยังไง ลำบากมั้ย? เพราะที่นี่คือจีน กิตติศัพท์มันขึ้นชื่ออยู่แล้วนี่ ดังนั้น ผมแนะนำให้ไปอ่าน รีวิว การเตรียมตัวไปเที่ยวจีนของผมก่อนครับ ตามลิ้งค์นี้ http://tummengtravel.com/2018/04/23/6china_travel/

 

แล้วทริปนี้เริ่มต้นยังไงละ ? ผมกับเพื่อน บล็อกเกอร์ อีกสามคน ได้ไปจอยกรุ๊ป กับพี่พี แห่ง navigator thai ทั้งหมด เรามีกัน 11 คน รวมคนขับเป็น 12 คน ซึ่งประกอบไปด้วย

พี่พี จาก Navigator Thai ซึ่งเป็นคนเปิดทริปผมจึงสมัครทันทีโดยที่แทบไม่ได้ดูรายละเอียดเลย พี่หยี แอดมินเพจ Go Travel น้ำฟ้าป่าเขา ผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางแบบผจญภัย เป็นคนแรก

น้องบอล ภูเก็ต เจ้าของเพจ MyTravel Foto

และคนสุดท้ายที่ผมชวน จริงๆชวนนานแล้วแต่แกเพิ่งตัดสินใจ คือ
พี่จิบมาเรีย จากเพจ สะพายกล้องท่องเที่ยว กับ มาเรีย ณ ไกลบ้าน เมื่อวันเดินทางมาถึง เราก็ได้เจอกับ

พี่พี ผู้จัดทริป ที่พูดจีนไม่ได้ แต่มาจีนบ่อยมาก
พี่นาย หญิงสาวผู้เคยพิชิต K2 base camp
พี่รัต อาจารย์มหาลัยที่รักการเดินทาง
อิงดาว+ตุ๊กตา ผู้ไม่เคยใส่เสื้อผ้าธรรมดาเลยตลอดทริป
ป๋าพล ผู้ลั่นชัตเตอร์จากล้อง Fuji มากกว่า 3000 ครั้งตลอดทริป
พี่คิม หนุ่มใหญ่ผู้ถือไลก้า ตามหา ถั่งเช่าสุดขอบฟ้า
และที่ขาดไม่ได้ อาสุ่ย คนขับรถที่ใจเย็นมาก ถึงแม้จะต้องรบรากับคนไทย 11 คนที่พูดจีนไม่ได้ และ อาสุ่ยเองก็พูดอังกฤษไม่ได้เช่นกัน

โดยผมเดินทางด้วยเครื่องบิน ไทยแอร์เอเชีย บินลงที่ฉงชิ่ง นอน 1  คืน เดินถ่ายรูปเล่น  1  วัน แล้วนั่งรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง ไปยัง เฉิงตู เพื่อสมทบกับ คนอื่นๆ ที่บินตรงมาลงเฉิงตู จริงๆ แล้ว ถ้าบินลงเฉิงตูจะถูกกว่าถ้าจองตั้งแต่ตอนเปิดทริปแรกๆ ราคา ไป-กลับ ไม่ถึง 5000 บาท แต่พวกผมตัดสินใจช้า เลยแพงขึ้นเกือบหมื่นบาท เลยยอม เดินทางล่วงหน้า 1 วันไปนอนเล่นฉงชิ่ง แล้ว มานัดเจอกัน ที่สนามบินเฉิงตู เพื่อขึ้นรถมินิบัส ปุเลงๆไปตลอดทริป 10 วันนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม แบบจำเป็นจริงๆ สำหรับทริปนี้ คือ

  1. สัญญาณโรมมิ่ง เพราะ ที่จีน ห้ามเล่น FB Line Google map ทำไมนะเหรอ ก็เพราะทริปนี้ เราไม่มีไกค์จีนพูดไทยได้นะสิ เราต้องสื่อสารกับ อาสุย คนขับรถชาวจีนที่ พูดอังกฤษ ได้ น้อยมาก ภาษาไทยไม่ได้เลย ดังนั้น มีเน็ตไว้ใช้ตลอดทาง เป็นเรื่องที่ดีมาก ซึ่งระยะเวลาของทริป มากกว่า 7 วัน ผมจึงเลือกใช้ ซิมโรมมิ่งของ Truemove ที่ชื่อ Travel Sim World สามารถใช้ได้ 15 วัน ในต่างประเทศ ราคา 899 บาท ใช้ได้ 4 GB ใครกลัวไม่พอก็ซื้อไปสอง 2 ซิมเลย วิธีใช้ก็ง่ายๆ ลงทะเบียนที่เค้าเตอร์เสร็จแล้วที่ไทย พอไปถึงต่างประเทศ แค่ เอาซิมเสียบมือถือก็ใช้ได้เลย

2. ประกันการเดินทาง เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน เกินอุบัติเหตุ หรือ เจ็บไข้ ป่วย ระหว่างทริป การรักษาพยาบาลในต่างประเทศนั้นเข้า โรงพยาบาลดีๆ ค่าใช้จ่ายสูงมาก เราซื้อประกัน ไม่กี่ร้อยแต่สามารถคุ้มครองตรงนี้ไว้ดีกว่า ซึ่งครั้งนี้ผมเลือกใช้ประกันของ Sompo เป็นประกันสัญชาติญี่ปุ่น เพิ่งมาเปิดตัวในบ้านเราไม่นาน และ ชื่อ ญี่ปุ่น ก็การันตีคุณภาพ แน่ๆ ผมจึงเลือกแผนคุ้มครอง ที่ครอบคลุม ทั้งอุบัตเหตุต่างๆ ค่ารักษาพยาบาล,การล่าช้าและพลาดเที่ยวบิน ในราคาไม่ถึงพันบาทสำหรับการเดินทาง 10กว่าวัน  ในทริปนี้  ซึ่งผมได้เลือกแผน B+

 

ที่ผมเลือกแผน B+ แทนการเลือกแผน B เพราะความคุ้มครองที่มากกว่า และ สิ่งสำคัญอีกประการที่เพิ่มเข้ามาคือ ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นภายหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย (บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย) เพราะถ้าเราเกิดบาดเจ็บหรือป่วย บางครั้งมันไม่ใช่แค่ วันสองวันแล้วหาย เราอาจต้องกลับมารักษาต่อที่บ้านเราอีก หากมีการคุ้มครองแบบนี้เราก็จะลดค่าใช้จ่ายลงอีก ส่วนค่าชดเชยกรณีตกเครื่องบิน หรือความล่าชาของเครื่องบิน ความคุ้มครองก็สูงกว่าแผน B ธรรมดาขึ้นมาอีกนิด แต่เราเพิ่มเงินอีกแค่ไม่กี่บาทเท่านั้นเองการซื้อ ก็ง่ายๆครับ สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ในเว็ปไซต์ ของ ซมโปะ ได้เลยที่ . traveljoy.sompo.co.th

แถมยังสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ง่ายๆ เลยครับ สำหรับจองในเว็บ

3. สภาพร่างกาย และ จิตใจ ต้องพร้อม เพราะทริปแบบนี้ เราไม่ได้เดินทางไปกับทัวร์ดีๆ ที่ ถึงเวลาก้นั่งรถไปลงที่เที่ยว ถ่ายรูป ไปร้านอาหาร ไปนอนโรงแรม แต่ทริปของเรา ต้องนั่งรถนานๆ ถึงเวลา เดินไปถ่ายภาพ เทรคกิ้งสั้นๆ ขึ้นจุดชมวิว จุดถ่ายภาพ เดินเสาะหาร้านอาหารข้างทางกิน ในบางมื้อ แถมยัง ต้องระวังเรื่องโรคที่มากับความสูง และ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อีกด้วย

เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว เรามาออกเดินทางกันได้เลยครับ โดยทริปนี้ เริ่มวันแรกที่ สนามบินเฉิงตู ในเวลา ตี 5 รวมพล และ เจอคนขับรถ ที่จองผ่าน เอเจ้นท์ในจีน ผ่านอีเมลล์ของบริษัทเอเจ้นท์นั้น เราจึงไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน แค่นัดสถานที่กันไว้ว่า KFC ในสนามบินเฉิงตู แค่เริ่มทริปก็ตื่นเต้นกันแล้วววว

Day 1  Chengdu Airport – Danba – Jiaju village

หลังจากเจออาสุย จ่ายเงินค่ารถทั้งหมดกันแล้ว ก็ลากกระเป๋ามาใส่รถ มินิบัส ซึ่งนั่งได้ 15-16 คน ไม่รวมกระเป๋า แต่ทริปนี้เรา 11 คน กระเป๋าอีก สำหรับ 9-10 วัน ดังนั้น นั้งกัน 11 คนได้พอดี เหลือพื้นที่วางกระเป๋าไว้เบาะแถวหลังทั้งหมด วันนี้นั่งรถเกือบทั้งวัน ออกจากเฉิงตู 7:00 กว่าจะถึงที่พัก 16:00 ตลอดเส้นทาง เราแวะ แค่จุดชมวิว Siguniang Shan หรือ ซิกูเหนียงซาน (ยอดเขาสี่ดรุณี) และทานอาหารเที่ยงเท่านั้น

 

ส่วนเส้นทางขับรถก็จะเป็นถนนไฮเวย์จ่ายเงินวิ่งไปครึ่งทาง ประมาณ 4-5 ชั่วโมงหลังจากนั้นเป็นถนนสองเลนรถวิ่งสวนกันและเริ่มขึ้นเขาคดเคี๊ยว  ตอนแรกว่าจะนอนตันปา (Danba)

แต่คนขับรถและพี่พีคนนำทางบอกว่า ไปนอนหมู่บ้านที่สวยที่สุดติดอับดับ 1ใน10ของประเทศจีนกันดีกว่า คือหมู่บ้าน เจี่ยจู (Jiaju Village) ซึ่งจะเลยเมือง ตันปาไปประมาณ 10 กิโล ตรงนี้จะต้องจ่ายค่าเข้าหมู่บ้านเป็นเงินคนละ 30 หยวน เป็นค่าธรรมเนียม พอมาถึงหมู่บ้าน วิวโครตสวย สวยมากจริง ความสูงอยู่ที่ 2300 m

อุณหภูมิ ตอนกลางวัน 15 องศา กลางคืน เลขตัวเดียว กลุ่มเรามาเลือกโรงแรมในหมู่บ้านเพราะไม่ได้จองไว้ มีหลาย โรงแรมให้เลือก เอาตามใจชอบโรงแรมยังมีน้ำอุ่นให้อาบแต่ไหลเบามาก เราทานอาหารเย็นแล้วเข้านอน

 

Day2 Jiaju -Danba- luhau

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อออกมาเก็บบรรยากาศ ยามเช้าของหมู่บ้าน แต่แสงไม่มาตามนัด เพราะ มีหมอกปกคลุมตลอด กว่าแสงจะมาก็ปาเข้าไปเวลาทานอาหารเช้า 8:00 น. เราออกไปถ่ายภาพที่จุดชมวิวของหมู่บ้าน ผมมองว่า จะเช้า หรือ บ่าย ก็สวยเหมือนกัน แต่ทิศทางแสงมาคนละมุมเท่านั้นเอง

และเช่นกันวันนี้ทั้งวันนั่งรถอย่างเดียวเลย ออก 9:00 ถึงจุดหมาย 18:00 น. วันนี้จริงๆ ตั้งใจจะไปนอนกันที่ กานจือ (Ganzi) แต่ไปไม่ทัน เพราะ แวะถ่ายภาพตลอดทางเลย. วันนี้จอดไปเกือบไป10 ครั้งได้มั้งครึ่งหลังของการเดินทางวันนี้ เข้าสู่ ทิเบตจริงๆแล้วเราเริ่มเห็น นักบวช หรือ ลามะ เดินกันข้างถนนบ้าง ขี่มอไซค์ เห็นวัดทิเบต เห็นสถูปเจดีย์ ธงมนต์ ตามข้างทางเยอะขึ้นเราใต่ระดับสูงสุดที่ 3880 เมตร. แล้วลงพักพักที่เมือง หลู่ฮัว (Luhuo) มีความสูงจะระดับน้ำทะเล 3300m  พรุ่งนี้ มีการเปลี่ยนแผนนิดนึงเราจะไปยัง ทะเลสาปซินลูไห่ แล้วไปนอนกานจือเพื่อเตรียมเข้าไปยาเฉินการ์วันถัดไปครับ

ส่วนตัวเริ่ม ไม่สบาย มีอาการไอเป็นระยะ กินยาแล้ว ส่วน AMS ยังไม่ถามหา มีการปวดหัวเล็กน้อย และหาวบ่อยๆบ้างเล็กน้อย ครับ.เมืองหลู่ฮัว เป็นเมืองไม่ใหญ่มากนัก อยู่ในหุบเขา มีภูเขาสุงล้อมรอบ และมีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง อุณหภูมิตอนนั้นช่วงเย็นๆ เลขตัวเดียวแล้ว.โชคยังดี ที่เราเลือกนอน โรงแรม ระดับ 3 ดาว ที่มี ห้องอาหาร และ น้ำอุ่นๆ ให้อาบ เพราะ คืนนี้ หนาวมาก อุณหภูมิ เกือบๆ ศูนย์องศา เลย เพราะ มีฝนตกลงมาตอนค่ำๆ

Day3 Luhou – Ganzi – Xinluhai lake

เข้าสู่วันที่สาม ยังนั่งรถทั้งวันเช่นเดิม และยังไม่ถึง Yancheng gar ซะที วันนี้ เราออกจาก Luhoa เดินทางไปยัง กานจือ (Ganzi or Garze) ระหว่างทาง จะเป็นภูเขาทุ่งหญ้าที่มียอดเขาเป็นหิมะปกคลุม มีจามรี เดินกินหญ้าเต็มทุ่ง รถเริ่มใต่ระดับความสูง บวกกับทางคดเคี้ยวไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเราแวะที่ทะเลสาป น่าจะชื่อ คาซา (Kasha Lake)  มีจุดชมวิว ให้ถ่ายกันเพลิน 2-3 จุด

แต่ระหว่างทาง เราโดนตำรวจกักตัวไว้ร่วมช่วงโมง ทำให้เราไปถึงเย็นเกินไปฟ้าปิดเลยได้ภาพไม่สวยเท่าไหร่ ในที่สุดเราก็มาถึง ทะเลสาบ ซินหลุไห่ เสียค่าเข้า คนละ 40 หยวน แล้วเดินเข้าไปประมาณ1km เป็นเนินเตี้ยๆ ไม่ชันมาก แต่ต้องค่อยๆเดินนะครับ

เป็นที่น่าดีใจว่า ถึงแม้ทะเลสาปจะห่างไกลเมืองและสูงขนาดนี้ ซิมของ ทรูมูฟโรมมิ่ง Travel Sim world ที่ซื้อมาจากไทยยังมีสัญญาณ ให้ใช้ได้ตลอด ทั้ง FB live และ โหลดภาพ ราคา899 ใช้เน็ตได้ 4Gb นาน 15 วัน

วันคืนนี้เรากลับมานอนที่กานจือ พรุ่งนี้เราจะเข้าไปที่ ยาเฉินการ์ ซึ่งมีความสูง 4000+ เมตร วันนี้ต้องพักผ่อนเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อนร่วมทริปเริ่มมีอาการ กันบ้างแล้ว สำหรับผมภาวนาว่าอย่าเป็นอะไร แต่ถึงแม้จะเป็น ที่กานจือ นี้ก็มีโรงพยาบาล ให้รักษาทันท่วงที เรื่องค่าใช้จ่ายคงไม่ใช่ปัญหาเพราะผมทำประกันการเดินทางก่อนมาที่นี่ ของ Sompo ประกันภัย บริษัทญี่ปุ่น ไว้ใจได้แน่นอน

Day 4 Ganzi – Yarchen gar

วันนั้น สะบักสบอมมาก เพื่อนร่วมทริปป่วยกันหลายคน ทั้ง ปวดหัว เจ็บคอ เป็นไข้ แต่เราก็มาถึงจนได้
ส่วนผมเริ่มมีอาการ มึนหัวเล็กน้อย และไอบ่อยๆ เหนื่อยง่าย แต่ยังไหว ถึงแม้เป็นอะไรไป ก็ยังมีประกันการเดินทางของ Sompo บริษัทญี่ปุ่นที่ทำไว้ สยายใจหายห่วงครับ

เราตื่นกันแต่เช้า ออกมาเก็บภาพจากชั้นดาดฟ้าของโรงแรม และ ช่วงสายๆ เราขึ้นไปยัง Ganzi Temple  และ Ganzi Pagoda เสร็จแล้วก็ทานมื้อเที่ยงในเมือง Ganzi

เมืองกานจือ หรือ Ganzi or Gazer  เป็นเมืองขนาดเล็กที่มีความเจริญ เพื่อรองรับ นักท่องเที่ยวได้สบายๆ มีโรงแรมดีๆ มีร้านอาหาร มากมาย มีห้างสรรพสินค้า ถนน 4 เลน วิ่งสบายๆ จากตอนแรกที่ผม ได้รับรู้มาว่า กานจื่น คือเมืองเจริญเมืองสุดท้าย ก่อนเข้าสู่ทิเบต ภาพในหัวผมนี่คงเป็นเมืองเล็กๆ ไม่เจริญเท่าไหร่ แต่ที่ใหนได้ เมืองนี้มีทุกอย่างให้ท่านเลือกสรร มีแม้แต่ KFC ไม่ต้องกลัวอด

จากกานจื่อ มายาเฉินการ์ ใช้เวลา 2:30 ชั่วโมง เพราะทางลอดอุโมงค์สร้างเสร็จแล้วย่นระยะทางไป 20 โล และไม่ต้องใต่ระดับขึ้นไปถึง 4800 เมตรยาเฉินการ์ (Yachen gar) เป็น อารามแม่ชี สถาบันสงฆ์ ที่ใหญ่เป็นอับดับสอง รองจาก ลารุงก้า(Larung Gar) ที่นี่ให้ถ่ายภาพด้านนอกได้ แต่เข้าไปเดินข้างในไม่ได้ครับเนื่องจากภายในส่วนใหญ่เป็นแม่ชี อาศัยอยู่ที่นี่ จะเป็นการรบกวนแม่ชี ภายในยาเฉินการ์ เราจะเห็นแม่ชี ทั้งเด็กๆวัยรุ่น จนถึง สูงวัย เดินอยู่ในนี้เป็นหมื่นๆคน บางคนก็ปิดหน้าหน้า บางคนก็ให้ถ่ายภาพได้ ดังนั้นการถ่ายที่นี่ถ้าจะถ่ายพระ หรือ แม่ชี ควรจะขออนุญาตก่อนนะครับ

เราไปถึงช่วงบ่ายแก่ๆ มีการตรวจเอกสาร พาสปอร์ต กันหลายรอบ มีตำรวจอยู่ตรงทางเข้าหลายด่านมาก หลังจากเก็บของเข้าห้องพักแล้ว ก็ชักชวนกันออกไปยังเนินชมวิว ที่เป็นภาพก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการมาทริปนี้ของผม การเดินในระทางประมาณ 1 km ขึ้นไปเป็นการเดินที่ยากลำบากน่าดู ทั้งจาก ความสูงที่ระดับสี่พันกว่าเมตร และ สภาพร่างกาย ที่สะบักสะบอม กว่าจะมาถึงจุดหมายนี้ได้ ต้องใช้เวลาถึงสามวัน แต่เมื่อขึ้นไปถึง ภาพที่ผมเห็น มันก็คือภาพที่เราอยากเห็นมาตลอด เพียงแต่ว่า โชคของผมไม่ค่อยดีนัก บ่าย และ เย็นวันนั้นฟ้าปิด ฝนตกปรอยๆ ด้วยซ้ำไป  หลังจากขึ้นมาร์คจุดข้างบนแล้ว ก็ เดินลงมาข้างล่าง เพื่อไปชมความเป็นอยู่ของสถาบันสงฆ์นี้ เก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ

อุณหภูมิ ตอนเย็น เฉียดๆศูนย์องศา และ ตอนดึกๆ ติดลบเล็กน้อย  ซึ่งที่นี่มีโรงแรมเพียงแห่งเดียว ห้องน้ำรวมไม่มีน้ำให้อาบ และอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรมเน้น มังสวิรัติ ดังนั้น ควรเตรียมอาหารสำเร็จรูปมาด้วยไม่ว่าจะเป็นมาม่า หรือ อาหารพร้อมกินต่างๆ รอบนี้ผมพก โรซ่าพร้อม อาหารสำเร็จรูป ที่มีจำหน่ายตามห้างชั้นนำทั่วไป มีหลากหลายเมนู เช่น ผัดกระเพรา แกงเขียว พะแนง มัสมั่น ไข่พะโล้ และยังมีข้าวสวยหอมมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ชนิดที่ว่าฉีกซองแล้วทานได้เลย หรืออุ่นด้วยน้ำร้อนก็ได้ครับ. สามารถเก็บไว้ได้นาน 18 เดือนเลย

ทานข้าวเสร็จ ก็เข้านอนเลย เพราะ ไม่มีน้ำให้อาบ มีแต่ห้องส้วมรวม และ อ่างล้างมือเอาไว้แปรงฟันเท่านั้น ที่นอนก็ไม่มีฮีทเตอร์ใดๆ เรียกว่า คืนนั้น นอนหนาวที่สุดในชีวิต

พรุ่งนี้ ต้องตื่นไปเก็บแสงเช้าให้ได้ คืนนี้จะนอนเร็วบอกกับตัวเองไว้แบบนั้น แล้วเข้านอนตอนสามทุ่ม

 

Day5 Yarchen gar – serta

วันนี้ จริงๆตั้งใจจะตื่นไปถ่ายดาวตอนตี4 แต่ตื่นไม่ไหวเหนื่อยสะสม เลยได้แค่ตื่นไปเก็บแสงเช้า ตอน หกโมง  ที่จุดชมวิว ยาเฉินการ์ วันนี้ตอนขึ้นไปยังสลัวๆ อยู่ แต่มีน้องที่ขึ้นไปตอนตี4 ไปเก็บทางช้างเผือกได้ และ ถ่ายดาวไว้ได้ ผมนั่งรอเก็บภาพมุมเดิม ซ้ำๆ ไม่กี่มุม นั่งขดตัวหลบอยู่ใต้องค์พระ เพราะอากาศหนาวมาก ต่ำกว่าศุนย์ และ เจอ น้ำค้างแข็ง บนหญ้าบริเวณนั้น นั่งรอไป แสงก็ค่อยๆสาดมา เป็นสีแดงๆ อยู่แว๊บนึง จากนั้นแสงสีทองค่อยสาดส่งลงมาบน ชุมชน ยาเฉินการ์ ผมถ่ายภาพได้ไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะ นิ้วแข็ง และ อากาศที่หนาวเกินไป ถ่ายเสร็จลงไปเดินเล่นข้างล่าง

และออกจากที่นั่น ตอน 9 โมง เพื่อมุ่งไป เซอร์ต้า ระหว่างทางออกมาจาก ยาเฉินการ์ แปบเดียวเจอหิมะนั่นหมายความว่าเมื่อคืนหิมะตกนั่นเอง (ผมเดินทาง ช่วงต้นเดือน พฤษภาคม ) เราแวะถ่ายรูปเล่นกันนิดหน่อย.

จากนั้นนั่งรถรวดเดียว มายังเมือง เหวิงต้า (wengdazhen) เพื่อจะรอลุ้นเข้าไป Serta หรือ ลารุงก้า เพราะ มีคนบอกว่า บางที ตำรวจ ก็ให้เข้าไปได้ ต้องไปเสี่ยงดวงเอา. แต่สรุป ตำรวจไม่ให้เข้าแน่นอนแล้ว เลยเปลี่ยนแผนพรุ่งนี้จะไปเที่ยว อาป้า (Apa) ซิกูเหนียงซาน แทน.วันนี้ไม่มีอะไรมาก ถือเป็นการพักผ่อน.

มีเรื่องตื่นเต้นขึ้นในทริป เกิดเหตุ น้องในทริป ทำกระเป๋าคาดอกหาย คาดว่าจะมีคนขโมยไป เพราะน้องถอดวางไว้ตอนเข้าไปเปลี่ยนเสื้อในห้องน้ำ ในนั้นมีเงินและมือถือ แต่ได้แจ้งตำรวจ แล้ว เพื่อเอาใบแจ้งความไปเคลมประกัน โชคดีที่น้องทำประกันการเดินทางมา. ผมว่า เวลาเราเดินทางนี่ แนะนำเลยว่าทำเถอะ ราคาไม่กี่ร้อย แต่คุ้มครองถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา. อย่างผม รอบนี้ ทำประกันของ Sompo ประกันน้องใหม่ไฟแรงจากญี่ปุ่น ห่กเกิดอะไรขึ้นก็อุ่นใจหายห่วง ใครสนใจเข้าไปดูได้ที่นี่ .traveljoy.sompo.co.th

 

Day6 Wengda – gu’ergou

หลังจากพลาดหวังที่จะได้เข้า ลารุงก้า เราก็เปลี่ยนแผน เดินทางกลับเฉิงตู โดน อาสุ่ย คนขับรถแนะให้ไปพักที่เมือง ออนเซน ชื่อ อู๋เอ๋อเก่ว เป็นทางผ่านไปเฉิงตู เพราะไม่สามารถขับรถรวดเดียวถึงเฉิงตูได้.

ที่เมืองนี้จะมองเห็นวิว ซิกูเหนียงซาน หากมีเวลาเราจะแวะเข้าไป แต่ อาสุ่ยบอกว่า เราต้อง รีบเข้าเมืองเฉิงตูตอน 17:00 เพราะไม่งั้นรถจะติด

คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย ของกรุ๊ป ที่เราเลือเดินทาง กับ พี่พี แห่ง เนวิเกเตอร์ไทย เป็นการจัดทริปเที่ยวแบบต้องช่วยตัวเอง ดูแลตัวเองได้ ทริปอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดไม่ได้ฟิก ไว้ เหมือนเพื่อนๆชวนกันเที่ยวมากกว่า คืนนั้น เรามีปาร์ตี้เล็กๆ โดยไม่ได้ นัดหมาย เราทุกคน ลงมากิน เนื้อย่างเสียบไม้คลุกหมาล่า ที่ร้านหน้าโรงแรม เลยซื้อเบียร์ และ นั่งกิน หมดไป สองร้อยกว่าไม้

Day 7 gu’ergou – Chengdu Airport

วันสุดท้ายของทริปแล้ว วันนี้เรานั่งรถ แวะแค่ เมืองเล็กๆ ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวหนักเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อทานข้าวเที่ยง แล้วก็มุ่งตรงเข้า เฉิงตู เพื่อที่พวกผมจะนั่งรถไฟกลับไปยังฉงชิ่งในอีกวัน ส่วนคนอื่นๆ รอขึ้นเครื่องออกจากเฉิงตูตอนดึกๆ.

ในที่สุด จุดหมายที่ผมตั้งไว้ว่าต้องไป ก็บรรลุแล้ว ยาเฉินการ์ คือจุดหมายรองจาก ลารุงการ์ ที่ผมอยากไป แต่ ผมพลาดโอกาสไปลารุงก้าเมื่อสองปีที่แล้ว เป้าหมายเลยเปลี่ยนมาเป็นยาเฉินการ์แทน เพราะผมไปเห็นภาพในเน็ต สุดท้าย ตลอดทั้งทริป ที่ผมผ่านแต่ละวัน มีสถานที่และเรื่องราว อันสวยงาม ให้ผมได้พบเจอ ตลอดทริป กลายเป็นว่า จริงๆแล้ว ยาเฉินการ์ อาจจะไม่ได้สวยงามมากมายหากปราศจาก เรื่องราวระหว่างทาง เหล่านี้ครับ

ขอบคุณ ที่ติดตาม รีวิวนี้ครับ พบกันครั้งต่อไป ครับ

หรือ ไปติดตามที่เพจ แบกเป้เท่ทั่วโลก 

You Recently Viewed ...

Japan with (My)Love “เที่ยวญี่ปุ่นแบบญี่ปุ่น”

Yading The Lost Horizon , การเดินทางสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “ย่าติง”

น่าน .. นาน..นาน..ได้ไหม….Whispered from Nan

20 จุด ปักหมุด ที่เที่ยวลำปาง

สกล ละเบ๋อ…. ขับรถเที่ยวสกล ไปกับ chevrolet trailblazer Z71

Tummeng Travel